วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การสั่นพ้อง

การสั่นพ้อง (Resonance)

            การสั่นพ้องคือการที่วัตถุสั่นด้วยความถี่ธรรมชาติโดยแอมปลิจูดของการสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นคลื่นเสียงก็จะทำให้เสียงดังมากขึ้น จนอาจทำให้วัตถุเสียหายได้ หรือเกิดความรำคาญได้  การสั่นพ้องเกิดขึ้นได้ 2 แบบคือ
1.  การสั่นพ้องด้วยแรง หมายถึงการสั่นพ้องที่เกิดขึ้นโดยการออกแรงกระทำกับวัตถุเป็นจังหวะที่มีความถี่เท่ากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุเป็นเวลานาน
เมื่อลมพัดที่ความเร็วคงตัวค่าหนึ่งเป็นเวลานาน ซึ่งแรงลมพอดีกับความถี่ธรรมชาติของสะพาน
ทำให้สะพานเกิดการสั่นพ้อง แอมปลิจูดของการสั่นที่มากขึ้นทำให้สะพานขาด
2.  การสั่นพ้องด้วยคลื่น หมายถึงการสั่นพ้องที่เกิดขึ้นโดยการส่งคลื่นที่มีความถี่เท่ากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุกระทบกับวัตถุเป็นเวลานาน ดูตัวอย่างเพิ่มเติมในเรื่องการสั่นพ้องของเสียง
ความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency)
เมื่อทำให้วัตถุสั่นหรือแกว่งอย่างอิสระ วัตถุจะสั่นหรือแกว่งด้วยความถี่คงที่ค่าหนึ่ง ซึ่งเรียกความถี่นี้ว่า “ความถี่ธรรมชาติ”  
1.  ความถี่ธรรมชาติในการแกว่งของลูกตุ้ม
 
รูป การแกว่งของลูกตุ้ม 

2.  ความถี่ธรรมชาติในการสั่นของมวลติดสปริง
 
                     
            รูป แสดงการสั่นของมวลติดสปริง
3.  ความถี่ธรรมชาติของการสั่นของเส้นเชือกที่ขึงตึง

รูป แสดงจำนวนลูปของคลื่นนิ่งในเส้นเชือก ที่ขึงตึง ยาว  L  จะสามารถเกิดคลื่นนิ่งที่มีตวามยาวคลื่นได้หลายค่า หรือเขียน เป็นสมการความสัมพันธ์ ได้ว่า
เมื่อ  n = 1, 2, 3, …..   ความถี่   เรียกว่า ฮาร์มอนิกที่  n
เนื่องจากอัตราเร็วคลื่นในเส้นเชือกมีค่าขึ้นอยู่กับความตึงเชือก T   และมวลต่อหน่วยความยาว  μ
ดังนั้นจึงเขียนได้ว่า 
4.  ความถี่ธรรมชาติของการสั่นของลำอากาศในท่อ
4.1  ท่อปลายปิดข้างหนึ่ง เมื่ออากาศในท่อสั่นตามยาว โดยอิสระจะเกิดคลื่นนิ่งขึ่นในท่อ ปลายปิดจะเป็นตำแหน่งบัพ(ของการกระจัด) ปลายเปิดจะเป็นตำแหน่งปฎิบัพ(ของการกระจัด) ดังนั้น ถ้าท่อยาว  L 
 
            รูป แสดงจำนวนลูปของคลื่นนิ่งในท่อปิดด้านหนึ่ง ยาว  L  จะสามารถเกิดคลื่นนิ่งที่มีตวามถี่ได้หลายค่า หรือเขียน เป็นสมการความสัมพันธ์ ได้ว่า
              เมื่อ  n = 1, 3, 5, …..   ความถี่   เรียกว่า ฮาร์มอนิกที่  n  และ เป็นอัตราเร็วของเสียงในอากาศขณะนั้นซึ่งมีค่าขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ คือ 
 
          
4.2  ท่อปลายเปิดสองข้าง เมื่ออากาศในท่อสั่นตามยาว โดยอิสระจะเกิดคลื่นนิ่งขึ่นในท่อ ปลายเปิดทั้งสองข้างจะเป็นตำแหน่งปฎิบัพ(ของการกระจัด) ดังนั้น ถ้าท่อยาว  L 
 

            รูป แสดงจำนวนลูปของคลื่นนิ่งในท่อปิดสองด้าน ยาว  L  จะสามารถเกิดคลื่นนิ่งที่มีตวามถี่ได้หลายค่า หรือเขียน เป็นสมการความสัมพันธ์ ได้ว่า
              เมื่อ  n = 1, 2, 3, …..   ความถี่   เรียกว่า ฮาร์มอนิกที่  n  และ เป็นอัตราเร็วของเสียงในอากาศขณะนั้นซึ่งมีค่าขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ คือ 
 
           5.  ความถี่ธรรมชาติของวัตถุแผ่นบาง  แผ่นวัตถุบางที่อ่อนตัวและถูกขึงให้ตึงหรือตรึงขอบได้ เช่น แผ่นหน้ากลอง เมื่อทำให้สั่นจะสั่นด้วยความถี่ธรรมชาติได้หลายค่า  การศึกษาเกี่ยวกับความถี่ธรรมชาติของแผ่นวัตถุบางนี้มีประโยชน์มากในการออกแบบไดอะแฟรมของลำโพง
 
 รูป แสดงการสั่นที่ความถี่ธรรมชาติของแผ่นบางรูปวงกลม

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

10 โรคประหลาด

10 ประหลาดที่ไม่น่าเป็นที่สุดในโลก
โลกเรายังมีโรคแปลกๆ ที่ยังรักษาไม่หายอยู่เป็นจำนวนมาก แม้แต่แพทย์ยังไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ทำให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ซึ่ง 10 โรคต่อไปนี้เราอาจจะเคยได้ยิน หรือเห็นคนเป็นโรค
มาบ้าง แต่บางโรคก็ไม่เคยได้ยินเลย และเพิ่งจะรู้ว่ามีโรคนี้อยู่บนโลกด้วยหรือ







10. โรคโพรจีเรีย หรือ "โรคแก่ก่อนวัยอันควร"

เป็น โรคที่เกิดจากรหัสทางพันธุกรรมตัวหนึ่งบกพร่อง ทำให้ผู้ป่วยมีรูปร่างหน้าตาแก่กว่าอายุจริงมาก ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะอายุสั้น คือไม่เกิน 13 ปี
มักเสียชีวิตจากสาเหตุ หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย อาการของผู้เป็นโรคคือ หัวล้าน กระดูกบาง มีรูปร่างเตี้ยแคระ มักเจ็บปวดตามข้อ แต่เมื่อแรกเกิด
แล้วจะดูเหมือนกับเด็กปกติ



9. โรคมือเท้าช้างหรือ "เอเลแฟนต์เทียซิส"

เป็น โรคที่พบเห็นกันค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนที่มียุง เนื่องจากยุงเป็นพาหะของโรค โดยจะแพร่หนอนปรสิตวูชีเรเรียแบนครอฟตี
หนอนปรสิตบรูเจียมาลายี หนอนปรสิตบี.ทิโมลี มายังคน ทำให้ไข่ของหนอนปรสิตเข้ามาในกระแสเลือดและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย มันอาจใช้
เวลาฟักตัวนานหลายปี

ที่ เว็บไซต์ของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนระบุว่า โรคมือเท้าช้างเป็นโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิตัวกลมฟิลาเรีย มีลักษณะคล้ายเส้นด้ายอาศัย
อยู่ในระบบน้ำเหลืองของคน โดยมียุงเป็นพาหะนำโรค อาการที่เห็นได้ชัดคือ ขา แขน หรืออวัยวะเพศบวมโตผิดปกติ เนื่องจากภาวะอุดตันของท่อ
น้ำเหลือง



8. โรคเวอร์วูล์ฟซินโดรม

ผู้ ป่วยจะมีขนยาวรุงรังตามหน้าตา แขนขา ทุกส่วนของร่างกาย คาดว่าปัจจุบันมีผู้เป็นโรคประมาณ 50 คนจากทั่วโลก เช่น เด็กชายปรัชวิราช พาทิล
ชาวอินเดีย ที่ต้องเจ็บปวดจากการล้อเลียนของเพื่อนๆ และสังคม ซึ่งครอบครัวพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือ ทั้งใช้เลเซอร์แบบแพทย์แผน
ปัจจุบัน ไปจนถึงการรักษาแบบทางเลือก อายุรเวช



7. โรคบลูสกิน หรือ "โรคผิวสีน้ำเงิน"

ผู้ เป็นโรคจะมีร่างกายเป็นสีน้ำเงิน ที่สหรัฐเมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว ครอบครัวของนายมาร์ติน ฟูเกต เด็กกำพร้าชาวฝรั่งเศส และเข้ามาตั้งรกรากอยู่
บริเวณลำธารทร็อบเบิ้ลซัมครีก รัฐเคนตั๊กกี้ เมื่อค.ศ.1820 เป็นโรคนี้กันอย่างถ้วนหน้า เริ่มจากที่นายฟูเกตเองที่เป็นโรคอยู่แล้ว เมื่อเขาสมรสกับหญิง
ปกติ ลูก 4 ใน 7 คนเป็นโรคสีน้ำเงินเหมือนพ่อ ลูกหลานที่มาจากเชื้อสายนี้อีก 6 ชั่วคนยังเป็นโรคนี้ด้วย โดยหนูน้อยเบนจามิน สเตซี่ ที่มีเชื้อสาย
ฟูเกต เป็นคนในตระกูลล่าสุดที่เป็นโรค โชคดีที่เด็กชายไม่เป็นมาก เพียงไม่นานหลังจากเกิดก็หาย ปัจจุบันเด็กชายอายุ 8 ขวบ



6. โรคอลิซในแดนมหัศจรรย์ หรือ "ไมครอพเซีย"

เกิด จากความผิดปกติของสมอง ที่แปรสัญญาณไปยังสายตาผู้ป่วยให้มองทุกอย่างเล็กจากความเป็นจริง ทั้งที่สายตาของผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติใดๆ
เช่น มองสุนัขที่เลี้ยงไว้ ก็จะเห็นว่ามีขนาดเท่าหนู รถยนต์คันใหญ่ ก็จะเห็นว่ามีขนาดเท่ากับรถเด็กเล่น



5. โรคพิคา หรือโรคที่กินวัตถุที่ไม่สามารถบริโภคได้

ผู้ที่เป็นโรคจะมีความอยากกินวัตถุที่ไม่ใช่อาหารมาก เช่น ดิน กระดาษ กาว โคลน ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่มีวิธีรักษา
แต่เป็นไปได้ว่าร่างกายขาดแร่ธาตุบางอย่าง



4. โรคเส้นบลาชโค (Blaschko"s lines)

ผู้ เป็นโรคจะลายริ้วๆ ไปทั้งตัว นับเป็นโรคหายากอีกโรคหนึ่ง ไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักกายวิภาค ผู้ที่กล่าวถึงโรคนี้เป็นครั้งแรกคือนายแพทย์
อัลเฟรด บลาชโค แพทย์ด้านผิวหนังชาวเยอรมัน ที่กล่าวถึงอาการของผู้เป็นโรคเมื่อค.ศ.1901 บริเวณกระดูกสันหลังจะเป็นเส้นรูปตัว V บริเวณหน้าอก
ท้อง และข้างลำตัวจะเป็นเส้นรูปตัว S



3. โรคจัมพิ่ง เฟรนช์แมน ออฟ เมน (Jumping Frenchman of Maine Disorder)

เป็น โรคที่นายแพทย์จอร์จ มิลเลอร์ เบียร์ด อธิบายไว้เป็นคนแรก เมื่อ ค.ศ.1878 คาดว่าผู้ป่วยที่เขาพบนั้นเป็นชายชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส
ผู้ป่วยจะ เกิดอาการเมื่อถูกกระตุ้น เช่น ถ้าตะโกนดังๆ ให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งผู้ป่วยก็จะทำตามนั้น เช่น มีผู้ตะโกนว่า "ตบหน้าเมีย" ก็จะกระโดดเข้าไป
ตบหน้าภรรยาของตนเองทันที หรือถ้าได้ยินประโยคแปลกๆ ประโยคที่เป็นภาษาต่างประเทศ ก็จะพูดประโยคนั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้



2. โรคแวมไพร์ซินโดรม

ได้ ชื่อว่าแวมไพร์ต้องนึกถึงผีค้างคาวดูดเลือด ที่ออกอาละวาดในยามราตรี แต่กลัวแสงสว่างเป็นที่สุด ผู้ป่วยโรคนี้ก็เช่นกัน คือกลัวแสงสว่าง
เพราะเมื่อถูกแสงแดดแล้วจะเจ็บปวดอย่างมหาศาล ผิวแห้งแตกเป็นขุย มีรอยไหม้



1 .โรคค็อดทาร์ดหรือโรคศพเดิน (Walking Corpse Syndrome)

เป็น หนึ่งในโรคทางจิต ตั้งชื่อตามนายแพทย์จูลส์ ค็อดทาร์ด แพทย์ด้านสมองชาวฝรั่งเศส ที่พบว่าผู้ป่วยคนหนึ่งของเขาเป็นโรคนี้ นายแพทย์ค็อด
ทาร์ดกล่าวถึงผู้ป่วยที่เขารักษาว่า "เธอไม่เชื่อว่าเธอมีอวัยวะ จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องกินอาหาร"

ผู้ ป่วยมีความเชื่อว่าสูญเสียอวัยวะสำคัญ แม้กระทั่งสูญเสียวิญญาณ ผู้ที่เป็นมากๆ จะเชื่อว่าตัวเองตายไปแล้ว ทั้งยังได้กลิ่นเหม็นเน่าจากเนื้อของ
ตัวเอง รู้สึกว่าเหมือนหนอนกำลังกัดกินเนื้อ บางคนเชื่อว่าตัวเองไม่มีกระเพาะ จึงไม่กินอาหาร เป็นไปได้ว่าผู้ที่เป็นโรคเสพยาบ้า โคเคน มากเกินไป
และอาจเกี่ยวข้องกับโรคจิตเภท โรคอารมณ์แปรปรวน


อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1484442#ixzz1DfpF8kuR

10 โรคประหลาดสยองโลก

โรคต่อไปนี้เป็นโรคที่แปลกประหลาด และค่อนข้างหายาก มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย เพราะส่วนใหญ่แล้วเป็นโรคทางพันธุกรรม แต่กระนั้นเมื่อมันเกิดแล้ว มันก็ได้สร้างความสยดสยองแก่ผู้ป่วยและผู้พบเห็นโดยไม่รู้ลืม และเนื่องด้วยเป็นโรคหายากทำให้เราไม่เคยเห็นโรคเหล่านี้มาก่อนในชีวิต ต้องครอบคุณอินแตอร์เน็ตและเว็บต้นแบบที่ทำให้เราได้เปิดตาว่าโลกเรานี้มีหลายเรื่องที่เราคิดไม่ถึง


(คำเตือน รูปภาพหลายรูป และเนื้อหาสาระอาจทำให้คนอ่านสะอิดสะเอียนและอาจส่งผลต่อการเจริญอาหารหรือ สภาพจิตใจได้ ดังนั้นอ่านไปเถอะอย่าคิดมาก เอาไปให้คนอื่นอ่านก็ดี)


(ปล. เอามาจาก http://listverse.com/2009/01/08/top-10-bizarre-medical-anomalies/ เนื่องจากเนื้อหาอาจไม่ตรงจากที่แปล เนื่องจากคนเขียนเอามาจากหลายแหล่งนอกเหนือจากเว็บนี้)


โรคที่ 10 Diprosopus


น่าแปลก โรคนี้ผมไปหาเว็บไทยไม่เจอสักเว็บ อาการผิดปกติหายากนี้บางครั้งก็เรียกว่า(Craniofacial duplication)หรือ อาการสองหน้าซ้อนเหมือนอัดสำเนาซ้ำ ซึ่งเป็นภาวะฝาแฝเดหน้าติดกันโดยไม่สามารถแยกออกได้ ส่วนมากคลอดออกมาแล้วตาย(ภาพที่เห็นเป็นคนป่วยที่ชื่อ Lali Singh เกิดในปี 2008 ก่อนที่จะตายด้วยโรคหัวใจในไม่กี่เดือนต่อมา) ส่วนสาเหตุของมันยังเป็นที่ถกเถียงแต่คาดว่าน่าจะมาจากโปรตีนที่เรียกว่า Sonic Homolog นอกจากเกิดในคนแล้วยังเกิดกับสัตว์ด้วย(บ้านเรา เช่นวัวสองหน้า เกิดมาแล้วขอหวย)

คลิป







เห็นภาพแล้วนึกถึงอาการผิดปกติ Craniopagus Parasiticus หรือเด็กสองหัวแห่งเบงกอล(Two Heabed Boy of Bengal) เป็นกรณีที่หายาก ในวงการแพทย์เคยมีกรณีแบบนี้มาแล้วประมาณ 9 รายจากที่ผ่านมา(อัตราการเกิด 9% ของ แฝดปกติ ซึ่งคิดเป็น 0.6 ล้านของเด็กเกิดใหม่) โดยศีรษะของฝาแฝดหนึ่งจะติดกันอยู่โดยเอากระหม่อมชนกัน ศีรษะส่วนเกินนั้นไม่สมบูรณ์ ทั้งตา หู และริมฝีปาก โดยมาสิ้นสุดประมาณบริเวณลำคอ มีกริยาอาการอันเป็นอิสระบางประการ เช่นหนังตาขยับ ตอบสนองการสัมผัสโดยตรงด้วยการถูกหยิกที่แก้ม และที่สำคัญคนที่เป็นส่วนมากมักตายตั้งแต่เกิด หรือไม่กี่เดือนต่อมา ยกเว้นกรณีเด็กสองหัวแห่งเบงกอล ที่เกิดเมื่อปี 1783 และมีชีวิตอยู่ได้ถึง 4 ปี ก่อนที่จะมาตายเพราะงูเห่ากัด


โรคที่ 9 Fetus In Fetus


ภาพด้านบนที่เห็นนั้นเป็นรูปชายที่ชื่อ Sanju Bhagat จาก ประเทศอินเดีย เขาอายุ 36 ปี เขามีอาการอาการผิดปกติคือมีตัวอ่อนในครรภ์ เขาท้องเพราะ มีฝาแฝดอยู่ในข้างในครรภ์ของเขา หากแต่ฝาแฝดนี้ไม่ใช้ทารกในระยะฟีตัสธรรมดา แต่เป็นทารกในสถาวะปรสิตที่มีรูปร่างผิดปกติคือ มีกระดูก ฟัน ไขมัน กล้ามเนื้อ เส้นผมดวงตา แต่ไม่มีสมอง และสายสะดือ

คลิป







อาการที่ว่านั้นเกิดจาก กระบวนการเกิดฝาแฝดนั้นเป็นเช่นเดียวกับกระบวนการเกิดฝาแฝดทั่วไป เพียงแต่ในช่วงเดือนแรกการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนที่เป็นปรสิตนั้นมีการเจริญเติบโตในมดลูกแต่ไม่แยกตัวออกมาจากคู่ เอ็มบริโอ (เพื่อให้ได้เป็นทารกฝาแฝด 2 คน) แต่เอ็มบริโอปรสิตกลับหยุดการเจริญเติบโตลง แล้วหลบเข้าไปอยู่ในช่องท้องของเอ็มบริโอเด็กหญิงผ่านทางสายสะดือในขณะที่ทั้งคู่ยังอยู่ในครรภ์มารดา เมื่อเด็กหญิงคลอดออกมา ตัวอ่อนปรสิตจึงค่อยๆเติบโตขึ้นในช่องท้องด้านขวาของเด็กหญิงอย่างช้าๆ และบวมขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ประมาณ 1 ใน 500,000 ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก มีรายงานว่าฝาแฝดในลักษณะนี้มีประมาณ 90 รายทั่วโลก


โรคที่ 8 Proteus Syndrome


ภาพด้านบนคือมนุษย์ช้าง หรือโจเซฟ เมอร์ริค(Joseph Merrick) ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาเป็นโรค Proteus Syndrome ทำให้ที่ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวพิกลพิการตั้งแต่เกิดตั้งแต่เกิด โรคนี้เป็นสาเหตุทำให้การเจริญเติบโตกระดูกมากเกินปกติ และทำให้เจริญเติบโตของผิวหนังมีมากเกินไป ทำให้เกิดเนื้องอกจำนวนมากมายหลายแห่ง โรคนี้ถูกพบเป็นทางการในปี 1979 มีรายงานพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้ 200 ราย แม้โรคนี้จะทำให้สภาพร่างกายผิดปกติ แต่กระนั้นสมองก็ยังทำงานเป็นปกติและฉลาดเหมือนคนทั่วๆไป

คลิป




โรคที่ 7 Möbius syndrome


โมบิอุส ดาวน์ซินโดรม โรคนี้ชื่อแปลกดี เพราะ คำว่าโมบิอุสแปลว่าแถบปริศนาที่ไม่สามารถแบ่งด้านนอกและด้านในได้ซึ่งเป็น รู้จักกันดีในวงการคณิตศาสตร์(ใครอ่านการ์ตูนเรื่องเอย์จิคงรู้จัก) และคำว่าโมบิอุสยังถูกนำมาตั้งเป็นชื่อโรคด้วย อยู่ในจำพวกดาวน์ซินโดรมซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมที่หายาก ที่แปลกของโรคคือทำให้กล้ามเนื้อเกี่ยวกับหน้าเป็นอัมพาตไม่สามารถแสดงสี หน้าใดๆ ได้ นอกจากนั้นยังไม่สามารถปิดเปลือกตาหรือเคลื่อนย้ายลูกตาจากอีกด้านไปอีกด้าน ได้ จะกินอาหารจะดูดนมก็ลำบาก นอกเหนือจากนั้นก็เป็นอาการของดาวน์ซินโดรมปกติคือ แขนขาเล็กเติบโตผิดปกติ หน้าตาดูแปลกไปจากปกติคือคางเล็ก มีปัญหาลำสักทำให้เป็นโรคปอดเรื้อรัง และที่สำคัญไม่สามารถรักษาหายขาดได้


โรคที่ 6 Hutchinson-Gilford syndrome


อยู่ในกลุ่มโรค Progeria หรือ โรควัยชราในเด็ก โรคนี้เป็นโรคทางพันธุ์กรรมที่หาได้ยากยิ่ง เพราะโอกาสเด็กที่เป็นโรคนี้มีเพียง 1 ใน 8 ล้านเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็น มีสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมที่ทำให้นิวเคลียร์พัฒนาผิดปกติ ซึ่งเด็กที่เป็นโรคนี้จะทำให้เจริญเติบโตผิดปกติ เด็กมีผิวหนังเหี่ยวย่นเหมือนคนแก่เพราะไขมันใต้ผิวหนังหายไป, รูปร่างแคระแกรน, หัวโตเกินปกติ, ผมหลุดร่วง. ผิวหนังแข็งบางใสเห็นเส้นเลือดชัดเจน, ไม่มีเล็บหรือไม่ค่อยมี เล็บแตกง่าย, หูหนวก, จมูกเล็กและโด่งแหลมคล้ายหุ่นรูปปั้น เติบโตช้า เตี้ย น้ำหนักน้อย เหนื่อยง่าย และเสียชีวิตในวัยประมาณ 13 ขวบ ด้วยอาการผิดปกติของหัวใจ โรคนี้ไม่มีทางรักษาหายขาดได้ ได้แต่รักษาตามอาการเท่านั้น

คลิป




โรคที่ 5 Cutaneous Porphyria


โรคโพรพีเรีย มาจากภาษากรีซ คำว่า porphyrus ซึ่งแปลว่า สีม่วง ( purple ) เป็นโรคที่มีอาการผิดปกติทางผิวหนังเกิดอาการแพ้แสง จะเกิดเป็นแผลพุพอง ทำให้บวม และเนื้อเยื่อผิวตายจนเป็นแผล อวัยวะส่วนยื่นเป็นระยางยื่น เช่นจมูก นิ้วมือนิ้วเท้า จะเกิดเป็นแผลเรื้อรัง จนหลุดขาดออกจากร่างกาย, ริมฝีปากจะเกิดอาการดึงรั้ง จนมองเห็นฟันชัดเจน นอกจากนั้นยังเห็นเล็บ ปัสสาวะเป็นสีม่วง, ชมพู, สีน้ำตาย หรือดำ ด้วยอาการแพ้แสงทำให้ผู้ป่วยกลัวแสง และออกจากบ้านเฉพาะเวลากลางคืน ทำให้หลายคนเรียกโรคนี้ว่าโรคผีดูดเลือด ส่วนการรักษาทำได้โดยการให้เลือด,ถ่ายเลือด(ในสมัยโบราณจะใช้การให้ดื่ม เลือด) และกระเทียมมีการเคมีบางตัวที่ใช้รักษาโรคโพรพีเรีย ทำให้ผู้ป่วยบางคนกลัวกระเทียม


โรคที่ 4 Elephantiasis


รู้จักกันดีในโรคเท้าช้าง โรคนี้มีหลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคนี้แล้วจะทำให้เท้าใหญ่ขึ้นเหมือนช้าง ความจริงแล้วโรคนี้จะทำให้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายบวมใหญ่ขึ้นเหมือนในรูป ที่บวมเฉพาะจ้าวโลก เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่เชื้อพยาธิชอบอยู่อาศัย โดยเชื้อพยาธินี้มีชื่อว่าหนอนพยาธิตัวกลมฟิลาเรีย(Filarial worm) โรค นี้มีพาหนะมาจากยุง(ยุงลายป่า, ยุงเสือ) โดยยุงจะนำพยาธิเข้าไปในท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง เชื่อจะอยู่ในร่างกายคน 4-6 ปี ออกลูกออกหลานหลายล้านตัว ทำให้เกิดภาวะอุดตันของท่อน้ำเหลือง เกิดการคั่งและทำให้ลำตัวส่วนล่าง รวมทั้งขาและอวัยวะเพศบวม

คลิป




โรคที่ 3 Fibroyssplasia Ossificans Progressiva

เป็นโรคชื่อยาวเป็นบ้า แต่เรียกย่อๆ ว่าโรคเอฟโอพี(FOP) ชายในภาพมีชื่อ Harry Eastlack เขาเป็นโรคนี้และตายเมื่ออายุ 40 และมีการเก็บกระดูกเขาไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อทำการศึกษา สำหรับโรค “เอฟโอพี” เป็นโรคกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง ที่ปรากฏอาการขึ้นตั้งแต่เด็ก และไม่มีทางรักษาเยียวยา โรคทำให้กล้ามเนื้อ, กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อยึดเสริมและเอ็น ในตัวคนแปรสภาพเป็นกระดูกไป โดยเฉพาะเอ็นซึ่งเป็นอวัยวะที่เป็นเหมือนสายเชือก ที่ยึดข้อต่อต่างๆไว้ หากมันกลายเป็นกระดูก คิดดูว่าคนที่เป็นโรคนี้จะเป็นอย่างไร มันเหมือนกับคนป่วยถูกรัดด้วยเชือกที่มองไม่เห็นหรือไม่สามารถแก้ได้ตลอดกาล ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ เหมือนอยู่ในกรงขัง เพราะภายในมีสภาพเหมือนกับมีโครงกระดูกซ้อนขึ้นมาอีกโครงหนึ่ง และยังไปบีบรัดอวัยวะภายในอื่นๆ ในเวลาต่อมา(เฉลี่ยผู้ป่วยเป็นโรคนี้จะตายเมื่อ 30 ปีเศษ เป็นตั้งแต่ทารกจนตาย) จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด(นอกจากนี้ยังมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องปอดและระบบหายใจ)

โรค “เอฟโอพี” เป็นโรคที่พบได้น้อยและไม่สามารถหาสาเหตุของโลกชัดเจน มีรายงานผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เพียงสองร้อยราย(หนึ่งใน 1.64 ล้านคน)



โรคที่ 2 Lewandowsky-Lutz Dysplasia


เป็นกรณีโรคหูดชนิดหนึ่งที่หายาก เป็นโรคที่ทำให้ผิวหนังเกิดสเก็ต และงอกยาวออกมาคล้ายรากไม้และลุกลามไปส่วนต่างๆ จนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ตามเนื้อตัวคล้ายเปลือกต้นไม้ในที่สุด สาเหตุของโรคนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส ที่ชื่อว่า Human Papilloma Virus (HPV) ซึ่งติดมาโดยมีเพศสัมพันธ์ คนทั่วไปจะทำให้เกิดเป็นหูดเล็ก แต่สำหรับในกรณีของ คนป่วยโรคนี้จะแตกต่างกัน ตรงที่จะต้องมีร่างกายที่ขาดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดหูดได้ และเชื้อไวรัส ได้บุกยึด cellular machinery ภายในเซลผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดเป็นหูด ขึ้นทั่วทั้งร่างกายในที่สุด ใน ปี 2007 มีผู้ป่วยรับทุกข์ทรมาณจากหูดที่ขึ้นตามตัว และเมื่อทำการศัลยกรรมตัดหูดออกมาชั่งดูพบว่ามันมีน้ำหนักถึง 5.8 กิโลกรัม(ตัดหูดออก 95%)


โรคที่ 1 Diphallia


ไดฟัลลัส หรือ Penile Duplication(PD), Diphallic terata,และ Diphallasparatus ดูภาพก็คงรู้แล้วใช่เปล่าครับ เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในผู้ชายที่ทำให้มีองคชาติ 2 อันงอกเกินออกมา มันเป็นกรณีที่หายาก(สุดขีด) ในอดีตที่ผ่านมามีเพียง 1,000 กรณีเท่านั้น(รายงานโดย Johannes Jacob Jacob Wecker ในปี 1609) อัตราการเกิด 1 ใน 5.5 ล้านคน ในสหรัฐมีเพียง 2 ราย คนที่เป็นอาการนี้ปกติจะสามารถขับปัสสาวะได้อันเดียวหนึ่ง(เพราะอีกอันหนึ่ง ไม่พัฒนา) มีน้อยมากที่จะขับปัสสาวะทั้งสองอันพร้อมกันได้ กรณีส่วนใหญ่ทั้งสองจะมีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน มีส่วนน้อยที่อันหนึ่งใหญ่อันหนึ่งเล็ก คนที่เป็นจะเป็นหมัน สาเหตุของโรคคาดว่าเกิดจากพันธุกรรมในทารกระยะฟิตัส(ในครรภ์)ระหว่าง 23 -25 วัน เกิดจากเนื้อเยื่อเมโซเดิร์มไม่กระจายอย่างเหมาะสม โดยเนื้อเยื่อชั้นเมโซเดิร์ม 1 ใน 3 เนื้อเยื่อหลักในร่างกายมนุษย์ที่พัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ ไม่รักษาหายได้ แม้จะผ่าตัดก็ผ่าตัดยากเนื่องนากผู้ป่วยมีองคชาติที่ใช้การได้ดีเท่าเทียมกัน เนื่องจากเส้นเลือดใหญ่ไปเลี้ยงองคชาติทั้ง 2 อัน